แบบกระเบื้องปูพื้น เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับการใช้งาน

แบบกระเบื้องปูพื้น สำหรับคนที่วางแผนก่อสร้างบ้านใหม่หลายคนคงจะมีข้อสงสัยว่าจะต้องเลือกอย่างไร บางคนก็มักเชื่อตามที่ช่างก่อสร้างแนะนำซึ่งบ้างครั้งก็ไม่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการได้ การเลือกกระเบื้องไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องปูพื้น หรือกระเบื้องปูผนัง ต้องเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะกับการใช้งาน เพราะถ้าพิจารณาดูแล้วกระเบื้องต่างๆก็เหมือนกันไปหมด ประโยชน์ใช้สอยก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งจะมีวิธีสังเกตอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปไขข้อข้องใจในการเลือกกระเบื้องกันค่ะ


เลือกตามความหนาของกระเบื้อง

วิธีสังเกตว่าเป็นกระเบื้องแบบไหนสามารถดูได้ง่ายๆที่ความหนา โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  แบบแผ่นบาง และ แผ่นหนา


กระเบื้องแผ่นบาง

แบบกระเบื้องปูพื้น

จะมีความหนาแค่ประมาณ 6 มิลลิเมตร ปกติแล้วกระเบื้องทั่วๆไปจะเป็นกระเบื้องที่มีการเคลือบสี, ลวดลาย หรือร่องลายที่บริเวณผิวด้านหน้า เพื่อความสวยงามและทำให้เห็นลวดลายของกระเบื้องชัดขึ้น ซึ่งเราก็สามารถแบ่งกระเบื้องแผ่นบางเป็น 2 ประเภท คือ


1.กระเบื้องกรุงผนัง (Wall Tile)

แบบกระเบื้องปูพื้น

จะเป็นเนื้อแบบ Earthen Ware ซึ่งจะเป็นกระเบื้องที่มีเนื้อละเอียด แต่ก็ยังคงมีความพรุนตัวและการดูดซึมน้ำสูง โดยปกติสีของเนื้อกระเบื้องอาจจะเป็นสีขาวหรือสีแดง แล้วนำมาเคลือบผิวหน้าทั้งแบบเรียบมันและเรียบ แต่กระเบื้องชนิดนี้จะมีความแข็งแกร่งและรับน้ำหนักได้น้อยกว่ากระเบื้องประเภทอื่นจึงทำให้ไม่สามารถใช้เป็นกระเบื้องปูพื้นหรือใช้ติดตั้งภายนอกอาคารได้ ส่วนมากจะนำไปใช้ปูผนังมากกว่า


2.กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)

แบบกระเบื้องปูพื้น

จะเป็นเนื้อแบบ Stone Ware จัดว่าเป็นกระเบื้องที่มีเนื้อแข็งแกร่งและทึบแสง โดยทั่วไปจึงมักมีสีน้ำตาล แต่บางครั้งอาจจะมีเนื้อสีขาวด้วยก็ได้ ซึ่งกระเบื้องชนิดนี้จะมีทั้งเคลือบที่ผิวหน้าทั้งแบบด้าน แบบมัน และแบบผิวสัมผัสหยาบ และมีความแกร่งมากกว่ากระเบื้องกรุผนังและรับน้ำหนักได้ดีกว่า จึงสามารถนำมาใช้ได้กับทั้งงานพื้นและงานผนัง


กระเบื้องแผ่นหนา

จะมีความหนาแค่ประมาณ 10 มิลลิเมตร เนื้อกระเบื้องจะเป็นเนื้อแบบพอร์ซเลน ทำให้เนื้อแน่นละเอียดและมีสีขาว มีความแกร่งสูง สามารถรับน้ำหนักได้มาก ทนต่อการขัดสีได้ดี จึงนิยมนำไปใช้เป็นกระเบื้องปูพื้นหรือใช้ภายนอกอาคาร แต่ข้อเสียของกระเบื้องแผ่นหนาก็คือราคาอาจจะสูงกว่ากระเบื้องแผ่นบาง โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ


1.กระเบื้องแผ่นหน้าแบบเคลือบผิวหน้า

แบบกระเบื้องปูพื้น

โดยทั่วไปจะเรียกว่า Glazed Porcelain Tile ข้อเสียของกระเบื้องลักษณะนี้คือหากถูกกระเทาะหรือเกิดการสึกกร่อนที่ผิวหน้าไปจนถึงเนื้อกระเบื้อง ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าเป็นคนละสีกัน ทำให้ต้องดูแลระวังรักษาเป็นพิเศษ


2.กระเบื้องแผ่นหนาแบบเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น

แบบกระเบื้องปูพื้น

หรือที่เรียกกันว่ากระเบื้องแกรนิตโตเป็นกระเบื้องชนิดพิเศษ คือสามารถทำผิวสัมผัสได้หลากหลาย เมื่อถูกกระเทาะหรือเกิดการสึกกร่อนก็จะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างของสีกระเบื้องเท่าไหร่นัก ส่วนมากจึงนิยมนำไปทำเป็นเคาน์เตอร์ต่างๆ เช่น ในห้องครัว, ห้องน้ำ


คุณสมบัติของกระเบื้อง

แบบกระเบื้องปูพื้น

การเลือกกระเบื้องเพื่อนำไปใช้งานไม่ได้พิจารณาแค่คุณสมบัติของกระเบื้องแต่ละประเภทเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งเป็นข้อที่ห้ามลืมเป็นเด็ดขาดนั่นก็คือ “ค่าการกันลื่น” เพราะมีความจำเป็นอย่างมากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนอยู่อาศัยภายในบ้าน เพราะถ้าไม่ดูค่ากันลื่นในการเลือกกระเบื้องไปใช้งาน ย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน

โดยค่าการกันลื่นจะมีตั้งแต่ R9 ถึง R13 ตาม DIN51130 (the Methods) เป็นการทดสอบที่เรียกว่า “Ramp Test” ซึ่งเป็นการทดสอบในห้องทดลองที่พื้นปูด้วยกระเบื้อง ว่ามีความลาดชันหรือพื้นเอียงในระดับองศาต่างๆที่จะทำให้คนเดินไปเดินมาบนพื้นกระเบื้องนั้นๆจะเกิดการลื่นไถล หกล้ม ในระดับที่เท่าไหร่ สามารถแบ่งลักษณะการใช้คร่าวๆได้ ดังนี้

  • ค่า R9 เป็นค่าที่ถือว่าต่ำสุดที่สามารถรับได้สำหรับกระเบื้องปูพื้นทั่วไป สามารถใช้ในพื้นที่สาธารณะโซนแห้งหรือพื้นทั่วไปในบริเวณบ้าน
  • กระเบื้องที่มีค่า R10 เหมาะที่จะใช้กับบริเวณที่ต้องเปียกน้ำ เช่น โรงรถ ห้องน้ำ หรือจุดจอดรถที่อาจจะถูกน้ำฝนตกใส่
  • พื้นที่ภายนอกอาคาร (Outdoor Area) จะเป็นทั้งทางเข้าภายนอก บันไดนอกตัวอาคาร ที่จอดรถภายนอกอาคาร ควรใช้กระเบื้อง R10 – R11
  • กระเบื้องที่อยู่ในค่า R12 ใช้กับพื้นที่ภายนอกที่มีความลาดชัน เช่น จำพวกทางเดินสำหรับรถเข็น ทางขนของ รวมถึงบริเวณที่มีความมัน อาทิเช่นพื้นที่ต้องมีคราบมันหรือไขมันเกาะอยู่บ่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการกันลื่นของกระเบื้องปูพื้นอาจจะไม่ตรงตามค่าที่ได้ระบุไว้ หากไม่ใส่ใจเรื่องการดูแลรักษาหรือดูแลรักษาไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความสามารถในการกันลื่นของกระเบื้องนั้นๆ ฉะนั้นการบำรุงรักษาจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน แต่ในปัจจุบันได้มีหลายบริษัทที่ทำน้ำยาในการเคลือบผิวประเภทต่างๆ ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้ดูแลให้กระเบื้องสามารถใช้งานได้นานมากขึ้น ทั้งนี้ก่อนที่จะใช้น้ำยาก็ควรที่จะศึกษาคู่มือการใช้งานให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง เพราะบางครั้งหากเราใช้งานผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจจะส่งผลต่อกระเบื้องของเราด้วยก็ได้ นอกจากนั้นผิวสัมผันของกระเบื้องที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้การดูแลรักษาแตกต่างกันออกไปด้วย