สร้างบ้านไม้ ให้เย็นได้ ไม่ต้องง้อเครื่องปรับอากาศ

สร้างบ้านไม้ คนส่วนใหญ่มักจะเลือกสร้างบ้านประเภทนี้เพราะคิดว่าการอยู่บ้านไม้จะให้ความรู้สึกเย็นสบาย เนื่องจากบ้านไม้มีช่องให้ลมผ่านเข้ามาได้สะดวกกว่าบ้านปูน และไม่รู้สึกอึดอัด สมัยก่อนจึงมีไม้ให้เลือกหลายรูปแบบ มีทั้งก่อสร้างจากไม้ทั้งหลัง หรือชั้นล่างก่อสร้างด้วยปูนซีเมนต์ส่วนชั้นบนทำเป็นโครงสร้างไม้เป็นต้น แต่ใช่ว่าบ้านไม้จะให้แต่ความเย็นสบายเท่านั้น เพราะบางทีตามรอยต่อของแผ่นพื้นไม้ ไม้ผนัง มักจะมีช่องรอยต่อที่ทำให้ลมซึมผ่านได้ บานประตูหน้ต่างมีช่องเกล็ดไม้ไว้สำหรับระบายอากาศ ซึ่งมันจะกลายเป็นจุดอ่อนของบ้านเพราะลมที่ซึมผ่านเข้ามากลับเป็นลมร้อน แถมฝุ่นและเสียงรบกวน ฉะนั้นหากคุณต้องการหาวิธีปรับปรุงบ้านไม้ให้เย็น พร้อมป้องกันการไหลเข้าของอากาศร้อนสามารถทำได้อย่างไร ลองมาดูวิธีการเลือกใช้วัสดุเพื่อให้บ้านของคุณเย็นมากขึ้น ตามนี้ค่ะ


1.พื้น

สร้างบ้านไม้

เวลาก่อสร้างบ้านไม้มักจะนำไม้แผ่นๆมาต่อเรียงเข้าด้วยกันโดยเฉพาะตรงพื้นไม้ ส่งผลให้ระหว่างพื้นไม้แต่ละแผ่นจะมีรอยต่อจำนวนมาก ถ้าเจ้าของบ้านจะต้องมานั่งอุดปิดรอยต่อไม้ทีละแนวไปเรื่อยๆคงต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน หรือถ้าเลือกใช้วิธีปูกระเบื้องยาง ไม้ลามิเนต ทับเข้าไปที่ด้านบน ผิวหน้าพื้นไม้เดิมก็จะไม่ได้ระดับราบเรียบเพียงพอ เวลาเดินอาจจะรู้สึกขรุขระ ดังนั้นแนะนำให้ตีปิดฝ้าเพดานยิปซั่ม หรือซีเมนต์บอร์ดใต้ตงไม้แทน จะเสริมไม้โครงเพิ่มก่อนด้วยก็ได้ อาจจะปูฉนวนกันเสียงเพิ่มแทรกเข้าไประหว่างตง หรือช่องว่างระหว่างตงกับไม้โครงชุดใหม่เพื่อช่วยลดเสียงกระทบจากพื้นในช่วงที่มีคนเดิน


2.ผนัง

สร้างบ้านไม้

ปกติแล้วแผ่นผนังของบ้านไม้มักตีซ้อนทับกันไปตามแนวนอน ยึดเข้ากับโคร่งคราวไม้ที่มีระยะห่างอยู่ช่วงประมาณ 60 เซนติเมตร จึงทำให้เกิดรอยต่อจำนวนมาก เป็นผลให้ลมร้อนซึมเข้าสู่ภายในบ้านได้โดยง่าย ฉะนั้นวิธีแก้คือการทำผนังซ้อนด้านในบ้านอีกชั้น และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อนของผนังไม้ ด้วยการเสริมฉนวนกันความร้อนแทรกเข้าไประหว่างโครงคร่าว เจ้าของบ้านบางท่านอาจจะกังวลว่าการเพิ่มผนังเข้าไปอีกชั้นจะกระทบต่อโครงสร้าง ซึ่งถ้าเป็นบ้านไม้ที่มีโครงสร้างเสาคานทำเป็นปูนก็คงไม่มีปัญหา แต่กรณีที่เป็นโครงสร้างเสาคานที่ทำจากไม้ควรยึดแผ่นผนังผืนใหม่กับโครงคร่าวเดิม หรือเสริมไม้โคร่งคราวที่จำเป็นโดยการเลือกวัสดุทดแทนไม้ เช่น ไม้เทียม ไม้ไวนิล เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระน้ำหนักให้กับโครงสร้างไม้ได้


3.หน้าต่าง

สร้างบ้านไม้

หากว่าหน้าต่างหันไปรับแดดทางทิศตะวันตก คุณอาจจะเลือกวิธีปิดใช้งานและซ้อนผนังทึบที่ด้านใน หรืออาจจะเลือกลดขนาด จำนวนบานหน้าต่างลง แต่ถ้าหน้าต่างรับแสงจากทางทิศเหนือ ควรจัดให้เปิดรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้นด้วยการใช้บานกระจก แล้วเปลี่ยนมาใช้เป็นกรอบวงกบ UPVC เพราะจะช่วยป้องกันการรั่วซึมของอากาศที่จะเข้ามาตามรอยต่อได้ดีกว่าบานไม้แบบเดิม หรืออาจจะปรับปรุงบานไม้เดิมด้วยการปรับขอบบานเรียบๆเป็นขอบบานแบบบังใบ พร้อมกับเสริมเส้นยางตลอดแนววงกบก็ได้เช่นกัน


4.ฝ้าเพดาน

สร้างบ้านไม้

ความร้อนส่วนใหญ่จะเข้าสู่ตัวบ้านมาจากทางหลังคา ดังนั้นการป้องกันความร้อนจากหลังคาไม่ให้ทะลุลงมาที่ฝ้าได้ ก็จะเป็นการช่วยลดอุณหภูมิในบ้านได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าจะช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มาก ในขณะเดียวกันบ้านไม้เก่าหลายหลังจะใช้ซีเมนต์ใยหิน หรือสังกะสีเป็นวัสดุในการมุงหลังคา ไม่มีฝ้าเพดานหรือใช้ฝ้าเพดานเป็นไม้อัดหรือแผ่นยิปซั่มแบบโครงทีบาร์ ซึ่งวัสดุพวกนี้จะป้องกันความร้อนได้น้อย การแก้ไขควรเลือกปรับเป็นฝ้าเพดานยิปซั่มหรือซีเมนต์บอร์ดแบบฉาบเรียบ พร้อมทั้งติดตั้งตัวฉนวนกันความร้อนเหนือแผ่นฝ้าเพดาน ต่ทางที่ดีต้องรื้อโครงและฝ้าเพดานเดิมออกทั้งหมด ก่อนติดตั้งโครงและฝ้าเพดานใหม่แทนที่ และหากว่าเจ้าของบ้านอยากจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ควรต้องทราบตำแหน่งในการติดตั้งให้แน่นอน เพื่อจะได้วางแผนเสริมโครงเหล็กสำหรับใช้ยึดแผ่นเหล็กกับยึดตัวเครื่องปรับอากาศ โครงเหล็กจึงควรยึดเข้ากับโครงสร้างเสาคานให้มีความแน่นหนา เพราะช่วงที่เครื่องปรับอากาศทำงานจะเกิดการสั่นสะเทือนและมีเสียงรบกวนคนในบ้าน เช่นเดียวกับพัดลมระบายความร้อนควรแขวนยึดกับโครงสร้างปูนหรือหาตำแหน่งที่อยู่ติดพื้นวางให้มั่นคงนอกจากนั้นควรสำรวจตรงช่องเบรคเกอร์ว่าง บริเวณแผงควบคุมไฟฟ้า เพื่อติดตั้งเบรคเกอร์ของเครื่องปรับอากาศ แต่หากว่าช่องเบรคเกอร์เต็มสามารถที่จะติดตั้งแยกออกมา กรณีที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพียง 1 หรือ 2 เครื่อง ควรใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 (45) แอมแปร์ ก็เหมาะสมกับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก


วิธีการที่แนะนำมาในข้างต้นเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านและเพื่อเพิ่มความเย็นสบายให้กับภายในบ้านได้อย่างเห็นผลชัดเจน แต่ก่อนที่จะทำการปรับปรุงอย่าลืมตรวจสอบโครงสร้างเสาปูนหรือเสาไม้เสียก่อนว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยแตกร้าว บิดโก่ง และสำรวจพื้นไม้ ผนัง ประตู หน้าต่าง ด้วย เพราะถ้าหากมีโครงสร้างบางส่วนเสียหายก็ต้องทำการซ่อมแซมเสียก่อนด้วยการประกบเสริม ดาม หรือเปลี่ยนใหม่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ